นครคนนอกเป็นผลงานซีไรต์ปี 2559 ของนักเขียน พลัง เพียงพิรุฬห์ มีรูปแบบการเขียนแบบร้อยกรอง เรียงร้อยเรื่องราวสะท้อนปัญหาสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำ ผ่านตัวละครที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “คนนอก” ทั่วทุกมุมของประเทศ นำเสนอให้เห็นความลำบากและการดิ้นรนใช้ชีวิตของคนตัวเล็กๆ ภายใต้สังคมอันยิ่งใหญ่
พลัง เพียงพิรุฬห์ หรือ เกริกศิษฏ์ พละมาตร์ เป็นกวีร่วมสมัยที่มีลีลาวรรณศิลป์โดดเด่นเฉพาะตน คือ ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ บทกวีแต่ละบทใช้ร้อยกรองแตกต่างกัน เห็นบ่อยสุดคือกลอนสุภาพ และกลอนเปล่า ที่ไม่เน้นด้านความไพเราะของเสียง แต่สามารถใช้วรรณศิลป์ลีลาการเสียดสีสังคม รวมถึงสร้างอารมณ์ความสะเทือนใจแก่ผู้อ่านได้ในเวลาเดียวกัน
ลีลาการเสียดสีสังคม ปรากฏเห็นได้ชัด ผ่านรูปแบบการใช้ภาษาการประพันธ์ของนักเขียน อาทิ การนำคำสมัยใหม่ และคำทับศัพท์มาใช้ ทั้งในตัวบทกวีและโดยเฉพาะการตั้งชื่อเรื่อง เช่น อิโมติคอนซิมโบลิสม์, ปีเตอร์ รูท กับแมรี ทอมสัน และคนอื่น, เคลม, ชีวิตติดแฮชแท็ก,เมจิคอลเรียลลิสม์ ฯลฯ รูปแบบดังกล่าวเป็นลักษณะการใช้คำที่สั้น กระชับ มีความหมาย เข้าใจได้ง่าย และเป็นลักษณะโดดเด่นของบทกวีเรื่องนี้ ยกตัวอย่าง ให้เห็นเพิ่มเติมจากตอน
เรียลไลฟ์
เรียลไลฟ์
… “อา… ชีวิตมันเรียล ชะตากรรมให้ขับเคี่ยว
จนหน้าตานั้นบูดเบี้ยว อย่างไรก็สู้
อา… ดูเอาเถิดเพื่อนจะกลากหิดติดเกลื้อน
สักวันมันก็จะหายเกิดในสังคมอันเหลือร้าย
ไม่ต้องพูดมากให้วุ่นวาย ต้องอยู่ให้ได้
อา… ไม่งั้นก็ต้องตาย”…
(นครคนนอก, 2560, น. 179)
คำประพันธ์ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของตอนเรียลไลฟ์ และคำร้องแร็พ การแต่งเพลงรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมเก่าอย่างการแต่งกลอน มาดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับความเป็นสมัยใหม่ สังเกตได้จากการแต่งบทประพันธ์ในลักษณะกลอนเปล่า ไม่เคร่งครัดฉันทลักษณ์ แต่ยังคงความคล้องจองทั้งการสัมผัสใน อย่าง กลากหิด-ติดเกลื้อน และสัมผัสนอก อย่าง เคี่ยว-เบี้ยว, สู้-ดู, เถิด-เกิด, ร้าย-วาย, ได้-ตาย เป็นต้น เพิ่มความสละสลวยด้วยการใช้สัมผัสพยัญชนะที่มีลักษณะการออกเสียงเหมือนกัน อาทิ ขับเคี่ยว บูดเบี้ยว เหลือร้าย วุ่นวาย และเรียลไลฟ์ ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ ใช้ในการตั้งชื่อเรื่อง จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นกลวิธีการสรรคำของผู้เขียน มีลักษณะสั้น กระชับ มีความหมาย และเข้าใจได้ง่าย
ลักษณะโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง คือการสร้างอารมณ์ความสะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ผ่านการใช้โวหารภาพพจน์ ตั้งแต่อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ สัทพจน์ นามนัย สัญลักษณ์ บุลคลวัต และโดยเฉพาะการใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ แสดงให้เห็นชัดเจนสุดในการเร้าอารมณ์ผู้อ่าน ฯลฯ ทั้งนี้ขอยกตัวอย่างกวีนิพนธ์ 1 บทจากหนังสือนครคนนอก เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้วรรณศิลป์ ได้แก่ นักหาบแดด
นักหาบแดด
… “คนไม่กินไข่ปิ้งกันแล้วหรือ
ส่งเสียงเครืออือน้ำลายขม
มันแข็งแห้งบนตะแกรงไม่นิยม
รสชาติคงไม่สมกับเมืองแมน”…
(นครคนนอก, 2560, น. 81)
บทกวีข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งจากตอน นักหาบแดด ในหนังสือนครคนนอก แสดงให้เห็นลวดลาย การใช้โวหารภาพพจน์อย่างชัดเจน เริ่มต้นจาก คำถามเชิงวาทศิลป์ ในวรรค คนไม่กินไข่ปิ้งกันแล้วหรือ เป็นการตั้งคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในตัวเอง แฝงไปด้วยความรู้สึกตัดพ้อ สิ้นหวัง มีการใช้สัทพจน์ เครืออือ และ อติพจน์ น้ำลายขม จากวรรค ส่งเสียงเครืออือน้ำลายขม ส่งเสริมความรู้สึกดังกล่าวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้อ่านมโนภาพตามได้จากการใช้คำให้เกิดจินตภาพ ทั้งเสียง รส และภาพ
นอกจากนี้ยังใช้อุปลักษณ์ เมืองแมน จากวรรค รสชาติคงไม่สมกับเมืองแมน ในที่นี้ แมน ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานหมายถึง เทวดา ดังนั้นเมืองแมน จึงหมายถึงเมืองของเทวดา หรือเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง สังเกตได้ว่า ผู้เขียนเปรียบเทียบคุณภาพชีวิต โดยไม่ได้เลือกใช้คำความหมายตรง แต่เลือกใช้อุปลักษณ์แทนการอธิบายรายละเอียดที่ต้องการสื่อ เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังของตัวละคร ส่งเสริมให้ผู้อ่านเข้าถึงตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นบทกวี นักหาบแดด บทนี้ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้โวหารภาพพจน์สะท้อนสังคมเพื่อสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้อ่าน
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะสังเกตได้ว่า พลัง เพียงพิรุฬห์ มีการใช้ลีลาวรรณศิลป์เป็นเอกลักษณ์ และโดดเด่น จากการสรรคำที่กระชับ มีความหมาย แต่กลับสร้างอารมณ์สะเทือนใจผู้อ่าน มีรูปแบบการแต่งร้อยกรองหลากหลาย ภายใต้ความแตกต่างของเรื่องราวที่นำมาขยายความอย่างพิถีพิถัน สอดแทรกแนวคิดด้านสังคมสมัยใหม่ และสะท้อนให้เห็นการดิ้นรนใช้ชีวิต ตลอดจนตั้งคำถามฉุกคิดถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมีพลัง อาจกล่าวได้ว่า นครคนนอกเป็นกวีนิพนธ์รูปแบบใหม่ที่มีผลต่อการขับเคลื่อนสังคม จึงคู่ควรต่อการอ่านและเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการได้รับรางวัลซีไรต์

ใส่ความเห็น