กว่าจะเป็นเภสัชกรมุ่ย (คนึงจิตร ทิศกูล)

Published by

on

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร ?”

            คำถามยอดฮิตที่เด็กน้อยตั้งแต่วัยประถมจนถึงมัธยมได้ยินกันจนเบื่อ

            “โตขึ้นอยากเป็นตำรวจ”

            คำตอบของเด็กชายวัยมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตอบออกมาด้วยความมั่นใจและความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยม

3ปีต่อมา…

            เด็กน้อยคนนั้นเติบโตก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย สวมชุดนักศึกษาชายที่มีเข็มรูปพระเกี้ยวติดอยู่ที่เน็กไท ในฐานะนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ …

“ความฝันในวัยเด็กของเราไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ความฝันมันเปลี่ยนไปเมื่อเราโตขึ้น”

            เด็กน้อยในอดีต ที่ตอนนี้เติบโตมาเป็นเภสัชกรอย่างเต็มตัวบอกกับฉัน เมื่อเรามีโอกาสได้พูดคุยสนทนากันเรื่องราวต่างๆถูกบอกเล่าจนกลายเป็น กว่าจะเป็นเภสัชกรมุ่ย (คนึงจิตร ทิศกูล ) ที่จะถูกนำมาถ่ายทอดผ่านหน้ากระดาษต่อไปนี้

  • วันที่ความฝันยังไม่ใช่เภสัชกร

            พี่มุ่ย หรือ คนึงจิตร ทิศกูลทำงานเป็นเภสัชกรอยู่ที่โรงพยาบาลตราด เล่าว่า ก่อนที่จะมาเป็นเภสัชกร อยากที่จะเป็นตำรวจมาก่อน เพราะว่ามันเท่ ตอนนั้นทุ่มเทเป็นอย่างมาก กลับจากโรงเรียนมาต้องมาวิ่งวันละหลายๆรอบจากปากทางเข้าบ้านจนถึงบ้าน กลับจากวิ่งก็มากระโดดเชือก ตามด้วยวิดพื้นต่อ ฝึกร่างกายตัวเองอย่างหนัก พอออกกำลังกายเสร็จก็ทำการบ้านของที่โรงเรียน และตามมาด้วยการอ่านหนังสือเตรียมสอบนายร้อยตำรวจ ทำแบบนี้แทบทุกวัน ผลสอบออกมาคือ ทดสอบสมรรถภาพร่างกายผ่าน แต่ทำข้อสอบที่เป็นกระดาษคำตอบไม่ผ่าน ตอนนั้นเสียใจมาก กลับมาร้องไห้กับแม่อยู่หลายวัน

“มันเหมือนเป็นสิ่งที่เราอยากได้มากๆ เราตั้งใจและพยายามมันอย่างเต็มที่ สุดท้ายมันกลับว่างเปล่า แต่เมื่อเราสามารถตั้งสติได้ เราจึงค้นพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำมามันไม่ได้สูญเปล่าไปซะทีเดียว อย่างน้อยมันก็สอนให้เรารู้สัจธรรมของโลกว่า อะไรที่มันไม่ใช่ของเรามันก็ไม่ใช่ของเรา”

            เวลาผ่านไปสักพักหลังจากที่ไล่ตามความฝันแรกของตัวเองไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจไล่ตามความฝันอย่างที่ 2 นั่นคือการเป็นหมอ อันที่จริงความฝันนี้ไม่ใช่ของตนเองโดยตรงแต่เป็นความฝันของบรรดาพี่ป้าน้าอา คิดอยู่ในใจว่าลองดูก็ไม่เสียหาย เลยเลือกที่จะไปสอบในหลายที่ ก็มีติดบ้าง ถูกเรียกให้ไปสอบสัมภาษณ์บ้าง แต่ก็ไม่ผ่าน ภายหลังจึงเริ่มมีความคิดที่ว่าหากไม่ติดหมอ ก็สามารถลงเภสัชกรได้ เพราะทำงานเกี่ยวข้องกัน และมีจุดประสงค์เดียวกันคือการช่วยเหลือคนเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่เป็นหมอคน    กับเป็นหมอยาเท่านั้นเอง ในรอบแอดมิชชั่นจึงสมัครคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไป

  • วันที่เป็นจุดเริ่มต้นของเภสัชกร

            จากวันที่สมัครรอบแอดมิชชั่นไป ไม่นานก็ถึงวันประกาศผล

ชื่อ- นามสกุล : คนึงจิตร ทิศกูล

ผลการคัดเลือก : ผ่านการคัดเลือก

คณะ / สาขา : คณะเภสัชศาสตร์ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์

มหาวิทยาลัย / สถาบัน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            หลังจากได้เห็นข้อความนี้ ครอบครัวทุกคนที่มาช่วยกันลุ้นต่างดีใจกระโดดกอดกันกลม ความรู้สึกของพี่มุ่ยตอนนั้น ใจนึงก็รู้สึกดีใจ อีกใจนึงก็ยังรู้สึกว่ามันใช่สิ่งที่ตัวเองอยากเป็นหรืออยากเรียนจริงๆหรือเปล่า มีคำถามมากมายเกิดขึ้นอยู่ในหัว แต่สุดท้ายก็คิดเพียงว่าต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

  • วันที่เริ่มลังเลและวันที่เริ่มเดินไปตามเส้นทางเภสัชกร

            เมื่อก้าวเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป เราต้องรับมือกับสิ่งต่างๆมากมาย ยอมรับเลยว่าตอนเข้ามาตอนแรกๆ คิดที่อยากจะซิ่ว เพราะเรียนและกิจกรรมหนักมาก หนักจนโทรไปร้องไห้กับแม่ บ่นให้แม่ฟัง แต่แม่ก็ได้ปลอบใจและคอยปลอบให้อดทน ผ่านไปสักพักสักเดือนนึง จึงเริ่มที่จะปรับตัวได้ ทั้งนี้ส่วนสำคัญของการปรับตัวได้เลยคือเพื่อน โชคดีที่เราได้เพื่อนที่ดีจึงช่วยกันพยุงให้มันตลอดรอดฝั่งไปได้

            การเรียนในช่วงปีที่ 1-5 จะเป็นการเรียนที่คณะ จะเน้นไปที่ภาคทฤษฎี เหตุผลที่ต้องเรียนทฤษฎีเยอะเนื่องจากมันยากและตัวยาที่ต้องศึกษานั้นมีมาก ต้องทำแลปแล้วก็มีวิชาเฉพาะของตนเอง ซึ่งวิชาเฉพาะจะมีไกด์ไลน์แต่ละโรคให้เรียน จึงต้องเรียนว่าจะใช้ยาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรักษาโรคอย่างไร

           ส่วนในช่วงปี 6 จะเป็นปีที่ได้ทดลองลงภาคปฏิบัติของจริง ซึ่งพี่มุ่ยได้ไปฝึกที่ โรงพยาบาลจุฬา ฯ กับโรงพยาบาลเลิศศิลป์  6เดือน  ไปฝึกที่แพร่อีก 3 เดือน และกลับมาฝึกที่คณะ 1 เดือนที่ การฝึกมีหลายอย่างทั้งฝึกกับผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาล อาทิ ไปดูยาที่ใช้กับผู้ป่วย  และผู้ป่วยนอกที่เป็นผู้ป่วยไปกลับ อาทิ  ฝึกจ่ายยาต่างๆ และอีกอันเป็นการฝึกจ่ายยาในร้านขายยา ซึ่งหลังจากที่เราฝึกกลับมาแล้วนั้นสิ่งที่เราได้กลับไปคือประสบการณ์ เวลาที่มาทำงานจริงจะได้มีพื้นฐานอยู่บ้าง พอเริ่มทำงานก็จะได้คล่องขึ้น

  • วันที่ได้เป็นเภสัชกรเต็มตัว

           “เวลาผ่านไปเหมือนนานในชีวิตจริง แต่ในความรู้สึกกลับเป็นเวลาที่สั้นนิดเดียว เมื่อถึงเวลาที่ต้องเรียนจบ ต่อจากนี้จะต้องเผชิญหน้ากับชีวิตจริง เราจะไม่สามารถใช้โล่ของมหาวิทยาลัยเป็นเกาะกำบังสิ่งต่างๆได้อีกแล้ว”

             หลังจากการเรียนจบพี่มุ่ยเลือกมาทำงานและใช้ทุนที่โรงพยาบาลตราด เนื่องจากใกล้บ้าน พอมาทำงานจริงแล้วสิ่งที่ได้เรียนมาและสิ่งที่ได้เจอเกือบจะแตกต่างกันโดยอย่างสิ้นเชิง โดยการทำงานจริงนั้น ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งหมอและพยาบาล โดยการทำงานร่วมกับหมอนั้นคือการที่ช่วยหมอสกรีนยาที่สั่งให้คนไข้นำไปรับประทาน  เพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดในการจ่ายยาผิด แต่อย่างไรการทำงานร่วมกับผู้อื่นย่อมมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งความผิดพลาดที่เป็นจุดที่สำคัญคงจะเป็นในเรื่องของการสื่อสาร เช่น หมอเขียนลายมืออ่านไม่ออก ทำให้พยาบาล และเภสัชกรอ่านชือยาผิด ซึ่งการสั่งยาผิดก็จะเกิดผลกระทบโดยตรงกับคนไข้ ดังนั้นจึงต้องมีความรอบคอบและระมัดระวังเป็นอย่างมาก

            “การเป็นเภสัชกรอย่างเต็มตัวนั้นมันไม่ง่ายเลย เรียนว่ายากแล้ว แต่การทำงานมันยากยิ่งกว่ากันมาก

              คำพูดของพี่มุ่ยที่พูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนที่เราจะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองกันต่อไป

             การสัมภาษณ์พี่มุ่ยในครั้งนี้ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ถึงสัจธรรมของชีวิตว่า อะไรที่มันไม่ใช่ของเรามันก็ไม่ใช่ของของเรา สิ่งที่เราต้องทำคือการตัดใจ และไปค้นหาสิ่งใหม่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราห้ามทิ้งความพยายามของตนเองเด็ดขาด แล้ววันหนึ่งความพยายามนั้นจะตอบแทนเราอย่างดีที่สุด

ใส่ความเห็น