เผยที่มาของวรรณกรรมเชิงประวัติศาสตร์

Published by

on

เมื่อนึกถึงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบไม่น่าเบื่อ หรือการจดจำเรื่องราวประวัติศาสตร์ได้ดีสักเรื่อง การหยิบวรรณกรรมที่สวมแว่นประวัติศาสตร์ขึ้นมาอ่าน คงเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะได้ลิ้มลองรสชาติครบรส ทั้งรสบันเทิง และรสความรู้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการอ่านวรรณกรรมประเภทนี้ คือ การแยกแยะระหว่างเรื่องราวความจริงทางประวัติศาสตร์ และเรื่องราวที่ถูกเสริมเติมแต่ง ออกจากกัน

            วรรณกรรม คือ สิ่งที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านลีลาการประพันธ์ที่งดงาม ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามและซาบซึ้งไปกับเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์คือ ข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิงเพื่อยืนยันความถูกต้อง หรือการมีอยู่จริงของเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งการที่เรานำวรรณกรรมและประวัติศาสตร์มาผสมผสานกันนั้น จะต้องมีการสร้างความสมจริงเพื่อทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ ความรู้สึกคล้อยตามไปกับผู้เขียน

            การสร้างความสมจริงนั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง อย่างแรก ที่สำคัญ คือการ วางโครงเรื่อง โดยในโครงเรื่องนั้นจะเริ่มตั้งแต่การเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง จุดClimax จุดคลี่คลาย ละบทสรุป อย่างที่สอง คือ
การบรรยายและการพรรณนา อย่างที่สาม คือ บทสนทนา และอย่างสุดท้าย คือ ตัวละคร ซึ่งตัวละครมักมีผลต่อการดำเนินเรื่องต่างๆ เช่น ตัวละครไส้ศึกเป็นตัวละครที่ทำให้เนื้อเรื่องมีปมมากยิ่งขึ้น

            ในที่นี้ วรรณกรรมเชิงประวัติศาสตร์ของไทยมีด้วยกันสามโครงเรื่อง โดยโครงเรื่องแรก เป็นการเล่าแบบพงศาวดาร คือ เป็นการเล่าถึงพระมหากษัตริย์เป็นหลัก โดยที่ไม่มีเนื้อเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลที่ไม่มีการเสริมเติมแต่ง หรือบรรยายใดๆลงไป เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชจากในปีพ.ศ.2311 , พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ฯลฯ

            โครงเรื่องที่สอง เป็นโครงเรื่องแบบ Nation + King เป็นการกล่าวถึงเรื่องราวในเชิงวีรบุรุษของพระมหากษัตริย์อย่างเดียว โดยที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องราวอื่น มีการพูดถึงกษัตริย์กับประชาชน พูดถึงกษัตริย์กับศัตรูที่มีความสามารถเท่าเทียมกัน ซึ่งโครงเรื่องแบบนี้นำไปสู่กระบวนการชาตินิยม ทำให้ประชาชนรักและภูมิใจในประเทศชาติ

            โครงเรื่องที่สาม เป็นโครงเรื่องหลังจาก พ.ศ.2475 คือเป็นโครงเรื่องที่มีเรื่องของประชาธิปไตยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เห็นมุมมองในหลายๆมุมมอง อย่างเช่น ประชาธิปไตยดี ประชาชนไม่ดี ผู้ร้ายคือทหารในระบอบเผด็จการ ฯลฯ ซึ่งมุมมองเหล่านี้ ล้วนอยู่ที่มุมมองการเล่าของผู้เล่าเรื่อง

            ตัวอย่างของโครงเรื่องในแบบที่สาม เช่น หนังสือเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เป็นการบอกเล่าถึงตัวละครสมมติ 2 คน ซึ่งมีบทบาทในเหตุการณ์พ.ศ.2475 ที่มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่เมื่อมีความไม่โปร่งใสทางการเมือง ทั้ง2 จึงต้องร่วมมือกันเพื่อที่จะปกป้องประชาธิปไตย แม้จะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่ทั้ง 2 ก็มีความต้องการเดียวกันนั่นคือ ความต้องการประชาธิปไตยที่เต็มใบ

            แม้ว่าเรื่องประชาธิปไตยบนเส้นขนานจะมีตอนจบแบบมีความสุขในโลกของวรรณกรรมก็ตาม แต่ในโลกของความเป็นจริงวรรณกรรมเรื่องนี้ได้ถูกร้องเรียนจากขบวนการเสรีนิยมว่า เนื้อหาในเรื่องเน้นไปที่การโจมตีฝ่ายเสรีนิยมอย่างเดียว ทำให้ผู้ที่อ่านและไม่รับรู้เรื่องราวอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ จึงทำให้ต้องมีการปรับแก้บางตอน เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนหลายกลุ่มน้อยที่สุด

            ดังนั้นวรรณกรรมหรือวรรณคดีทางประวัติศาสตร์ จึงไม่ได้มีเพื่อที่จะมุ่งเสนอความเป็นจริงที่ถูกต้องแม่นยำ แต่มีไว้เพื่อให้เราได้วิเคราะห์ว่าวรรณกรรมเหล่านั้นมีหน้าที่อะไรต่อผู้คน ทำไมถึงต้องสร้างเรื่องราวให้ออกมาแบบนั้น มีแรงผลักดันหรือความต้องการอะไร นอกจากนี้ เรายังไม่ควรที่จะนำข้อมูลหรือประวัติของผู้เขียนมาเป็นตัวอธิบายเนื้อหา เพราะจะทำให้บิดเบือนความจริงได้ เนื่องจากบางที ผู้เขียนอาจไม่ได้มีความคิดหรือเป็นอย่างที่ตัวเองเขียนก็ได้

จึงอาจกล่าวได้ว่า วรรณกรรมเปรียบเสมือนภาพแทน ที่ไม่ได้สะท้อนออกมาจากเรื่องจริง ไม่ได้เป็นกระจกที่สะท้อนอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการมองเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วนำมาสร้างใหม่นั่นเอง

ใส่ความเห็น