โรคซึมเศร้าหายได้ด้วยศิลปะ? เปิดบันทึกเสวนา “ศิลปะ คุณค่าแห่งตัวตน”

Published by

on

โรคซึมเศร้า ภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้าสู่สังคมอย่างน่าวิตก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความเข้าใจและการจัดการอย่างเหมาะสม งานเสวนาโรคซึมเศร้าในมุมศิลปะ ที่จัดโดยเครือข่ายความสุขจากโรคซึมเศร้า มุ่งเน้นถึงการนำศิลปะหลากหลายแขนงมาบำบัดโรคซึมเศร้า และการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่บุคคลรอบข้างผู้ป่วย

เราจึงอยากชวนทุกท่านมาเปิดใจ ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้าในมุมมองใหม่ๆ และเรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยซึมเศร้าอย่างเข้าใจ ผ่านบทเรียนดีๆ จากงานเสวนา “ศิลปะ คุณค่าแห่งตัวตน”

โรคซึมเศร้าในมุมมองศิลปะ

งานเสวนา “ศิลปะ คุณค่าแห่งตัวตน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และแนวทางการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยอย่างเข้าใจ กิจกรรมแบ่งออกเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย ประกอบด้วยการสนทนากับผู้มีประสบการณ์การใช้ศิลปะแขนงต่างๆ บำบัดโรคซึมเศร้า และการบรรยายให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักกิจกรรมบำบัด

ในช่วงเช้า นายแพทย์กัมปนาถ ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ ได้อธิบายให้เราฟังว่า โรคซึมเศร้าเป็นความเจ็บป่วยทางจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้าเป็นอาการหลัก ร่วมกับอาการทางร่างกาย เช่น การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก การนอนหลับผิดปกติ อ่อนเพลีย และอาการทางด้านจิตใจ เช่น ความรู้สึกเศร้า รู้สึกไร้ค่า ความคิดฆ่าตัวตาย โดยมีปัจจัยทางพันธุกรรมและสังคมเป็นตัวกระตุ้น ส่งผลต่อกระบวนการคิด ความรู้สึก และการดำเนินชีวิตประจำวัน

คุณหมอยังกล่าวต่ออีกว่า แนวทางการรักษาโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุดคือการรักษาทางการแพทย์ ควบคู่ไปกับการรักษาทางด้านจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาต้านเศร้า การรักษาด้วยไฟฟ้า (ในกรณีที่อาการรุนแรง) การให้ยาต้านโรคจิต (ในกรณีที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย) จิตบำบัด กิจกรรมบำบัด การให้คำปรึกษา และการเรียนรู้ทักษะการจัดการความครียด สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการได้

การใช้ยาต้านเศร้านั้น คุณหมอเน้นย้ำว่าต้องใจเย็น เพราะยาจะค่อยๆปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง อาจมีผลข้างเคียงในช่วงแรก เช่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัว ง่วงซึม ความต้องการทางเพศลดลง แต่หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆดีขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลา และที่สำคัญคือ เมื่อรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะการหยุดยาทันทีอาจทำให้อาการกำเริบได้ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ในช่วงบ่าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง นักกิจกรรมบำบัดด้านสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบำบัดด้วยกิจกรรมไว้ว่า กิจกรรมสามารถแบ่งออกเป็นกิจกรรมที่ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองง่ายๆ เช่น การอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เล่นเกม ฯลฯ เพื่อสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจ และกิจกรรมบำบัดที่ต้องใช้นักบำบัดเข้ามาดูแล โดยมีหลักการสำคัญคือ การตั้งใจทำกิจกรรมให้สำเร็จ และตระหนักถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง

นอกจากนี้ ดร.ศุภลักษณ์ ยังกล่าวถึงความสำคัญของการสัมผัสทางกาย โดยเฉพาะ “พลังแห่งการกอด 20 วินาที” เพราะการกอดสามารถหลั่งสารเคมีความสุขออกมาได้ถึง 4 ชนิด หรือที่เรียกว่า DOSE ได้แก่ โดพามีน (Dopamine) ออกซีโทซิน (Oxytocin) เซโรโทนิน (Serotonin) และเอนดอร์ฟิน (Endorphins) โดยจะหลั่งเยอะที่สุดในช่วง 20 วินาทีแรกของการกอด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการกอดนิ่งๆเป็นระยะเวลา 20 วินาที ช่วยส่งผลดีต่อสภาวะอารมณ์ได้

ภายในงานเสวนายังมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคคล 4 ท่าน ที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเยียวยาโรคซึมเศร้า โดยทั้ง 4 ท่าน ใช้ศิลปะที่ตัวเองถนัดในการถ่ายทอดความรู้สึก สร้างความสุข และสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและผู้อื่น

คนที่ 1 คุณหญิง ไขศรี วิสุทธิพิเนตร

คุณหญิงเล่าให้เราฟังว่า จากความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต นำไปสู่อาการซึมเศร้า ไม่อยากเข้าสังคม ท้อแท้ และเศร้าเสียใจ เธอเข้ารับการรักษาถึง 4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นผล จนกระทั่งได้พบกับจิตแพทย์ท่านสุดท้าย ที่บำบัดด้วยการใช้ยาควบคู่ไปกับบทสนทนา โดยเน้นการสอบถามความสนใจ และสนับสนุนให้ระบายความรู้สึกผ่านสิ่งที่เธอรัก นั่นคือการเขียน จนเป็นที่มาของหนังสือเรื่อง “ดาวเดียวดาย” ที่ให้ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า โดยมีจิตแพทย์ท่านนี้เป็นผู้แนะนำ และติดต่อสำนักพิมพ์ จนทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย

คนที่ 2 คุณพร วนาพร เตี่ยมังกรพันธุ์

คุณพร เป็นผู้ที่เคยเผชิญกับโรคซึมเศร้าเช่นกัน มีอาการอยากร้องไห้ตลอดเวลา และไม่อยากมีชีวิตอยู่ การพบแพทย์ในช่วงแรกนั้นก็ไม่ค่อยเป็นผล เนื่องจากแพทย์ไม่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับอาการของโรคให้ฟัง จนกระทั่งเธอได้อ่านหนังสือดาวเดียวดาย ของคุณหญิง ไขศรี ทำให้เข้าใจอาการของตัวเองมากขึ้น จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาอีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่ช่วยให้เธอหายขาดจากโรคซึมเศร้าได้ นั่นคือการวาดภาพ ซึ่งช่วยฝึกสติ และดึงตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน โดยถ่ายทอดความรู้สึกด้านลบที่ไม่มีใครอยากฟังลงบนภาพวาด คุณพรยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า เป้าหมายของเธอคือต้องทำงานให้สำเร็จตามระยะเวาที่กำหนด เพื่อฝึกความเป็นระเบียบวินัย และสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ

คนที่ 3 คุณน้ำ ณัฐนันท์ สุขทอง

คุณน้ำ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีภาวะโรคซึมเศร้า โดยมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน และเคยคิดวางแผนฆ่าตัวตาย คุณน้ำเล่าว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต แต่โชคดีที่ได้รับการดูแลอย่างเข้าใจจากครอบครัวและเพื่อนสนิท ทำให้สามารถหายจากโรคซึมเศร้าได้ วิธีการรักษาของคุณน้ำคือการทานยาคำแนะนำของแพทย์ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและการร้องเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรักมากก่อนที่จะป่วย แต่ต้องหยุดไปในช่วงที่เป็นซึมเศร้า จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปร้องเพลงในรายการโทรทัศน์ ทำให้เธอได้กลับมาทำในสิ่งที่รักอีกครั้ง และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจ

คนที่ 4 คุณหงส์ วิทยา มากสิน

คุณหงส์เล่าว่า ตัวเองมีภาวะซึมเศร้าหลังจากประสบอุบัติเหตุทางสมอง จนต้องพักรักษาตัวนานถึง 3 เดือน ทำให้ต้องหยุดงานที่รักนั่นคือการร้องเพลง รวมถึงกิจกรรมจิตอาสาร้องเพลงตามโรงพยาบาลต่างๆ เขาเชื่อว่าสิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของภาวะซึมเศร้า การต้องนอนอยู่บนเตียงนานๆ โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้เกิดความเครียดและรู้สึกไร้ค่า จากคนชอบทำกิจกรรม พบปะผู้คน กลายเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออกและเก็บตัว จนกระทั่งเพื่อนที่เป็นพยาบาลแนะนำให้รู้จักกับศูนย์บริการคนพิการทางจิตสายใยครอบครัว ทำให้คุณหงส์มีโอกาสกลับไปร้องเพลงให้ผู้ป่วยมะเร็งฟังอีกครั้ง การได้กลับมาพบปะผู้คนและทำในสิ่งที่รัก ทำให้อาการซึมเศร้าค่อยๆดีขึ้น คุณหงส์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า การทำกิจกรรมนี้ สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่เพียงอาการของโรคที่ดีขึ้น แต่เขายังได้รับรอยยิ้มจากผู้ฟัง ซึ่งเป็นกำลังใจที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา

บทส่งท้าย

เรื่องราวจากผู้มีประสบการณ์ทั้ง 4 ท่าน แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันโรคซึมเศร้า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ศิลปะจึงเป็นความหวัง และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดโรคซึมเศร้า เสมือนช่องทางในการถ่ายทอดความรู้สึก บรรเทาความทุกข์ และการค้นพบคุณค่าในตัวเอง อันนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างผู้ป่วยและคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ศิลปะต้องควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และกำลังใจจากคนรอบข้าง การรับฟัง พูดคุย ให้คำปรึกษา และอยู่เคียงข้าง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจากเพจ เครือข่ายความสุขจากโรคซึมเศร้า  สำหรับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หวังว่าบทเรียนจากงานเสวนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า และผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจกับโรคนี้มากยิ่งขึ้น

ใส่ความเห็น