ช่วงสมัยศตวรรษที่ 19 แนวคิดในการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ส่งผลกระทบต่อประเทศทั่วโลกรวมไปถึงประเทศในเอเชียตะวันออกอย่างจีนและญี่ปุ่น ที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อป้องกันการตกอยู่ภายใต้อำนาจของประเทศผู้รุกราน ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างมีวิธีการรับมือจากการรุกรานของชาวต่างชาติที่แตกต่างกัน โดยทางฝั่งจีนยังคงยึดมั่นในรูปแบบและอุดมการณ์ของตนเอง จึงทำให้จีนมีท่าทางต่อต้านการรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตก ในขณะที่ญี่ปุ่น ให้การตอบสนสนองต่อความทันสมัย และวิทยาการความรู้ของชาติตะวันตกเป็นอย่างดี
ประเทศจีน

ชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาขยายอิทธิพลในแถบเอเชียตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา โดยวิธีการเข้ามาของชาวตะวันตกในช่วงแรกจะเข้ามาเพื่อการค้าขาย รวมถึงเผยแผ่ศาสนาคริสต์ และเปลี่ยนเป็นการเข้ายึดครองดินแดนในที่สุด ทั้งนี้ชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับจีนได้แก่ โปรตุเกส เสปน และฮอลันดาตามลำดับ ในระหว่างนี้ชาติตะวันตกทั้ง 3ประเทศ พยายามที่จะครอบครองพื้นที่บางส่วนของจีน อาทิ โปรตุเกสที่ต้องการยึดพื้นที่มะละกาและหมู่เกาะมาเก๊า เสปนและฮอลันดาที่ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงไต้หวัน เป็นต้น แต่ในเวลานั้นจีนมีความเข้มแข็งจึงสามารถป้องกันดินแดนจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกเอาไว้ได้
การที่จีนสามารถปกป้องพื้นที่ของตนเองได้ ประกอบกับความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ทำให้จีนยังคงพยายามที่จะรักษาความมั่งคั่งและเกียรติยศของตนเองเอาไว้ โดยปิดกั้นการรับวัฒนธรรมและความเจริญจากชาติตะวันตก และแม้ว่าในช่วงศตวรรษที่ 18-19 จะมีชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการค้าชายกับจีนมากขึ้น แต่จีนยังคงแสดงความทระนงตน ไม่สนใจชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง โดยการกำหนดนโยบายที่ยากลำบากหลายประการ อาทิเช่น การกำหนดพื้นที่การค้าให้ชาวต่างชาติสามารถค้าชายได้เฉพาะบริเวณเมืองกวางตุ้งเท่านั้น การที่จีนเข้าควบคุมการค้าและภาษีทั้งหมดของชาวต่างชาติ การที่ราชวงศ์ของจีนยังไม่ต้อนรับคณะทูตหรือผู้แทนจากต่างประเทศ และการที่จีนปฏิเสธคำขอของอังกฤษในการที่จะให้มีตัวแทนการค้าถาวรประจำกรุงปักกิ่ง เป็นตัน
เรื่องของฝิ่นในจีน

ภาพจาก วิกิพิเดีย
นับตั้งแต่ช่วงที่ชาวตะวันตกเริ่มเข้ามาค้าขายกับจีน ราชสำนักจีนประสบความสำเร็จในการรับมือกับชาวต่างชาติจากการจำกัดเงื่อนไขที่จีนเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ และทำให้พ่อค้าชาวตะวันตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเก็บภาษีราคาสูง และการห้ามชาวต่างชาตินำฝิ่นเข้ามาขายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการเด็ดขาดในการห้ามค้าขายฝิ่น แต่ก็ยังมีการลักลอบค้าขาย โดยมีพ่อค้าคนกลางคือชาวต่างชาติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่สร้างกำไรได้อย่างมหาศาล เหตุการณ์บานปลายขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีการลักลอบค้าขายฝิ่นมากขึ้นจากการที่ประชาชนชาวจีนติดฝิ่นกันเป็นจำนวนมหาศาล ประกอบกับความวุ่นวายของการเมืองภายใน และความอ่อนแอของรัฐบาลจีนในการที่ไม่ควบคุมการค้าฝิ่นภายในประเทศได้ จึงทำเกิดเหตุการณ์สงครามฝิ่นครั้งแรกขึ้นมา โดยมีชนวนมาจากการที่เจ้าหน้าที่ของจีนได้เข้าทำการยึด และเผาฝิ่นของพ่อค้าชาวอังกฤษเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงมาตรการขั้นเด็ดขาดของจีนซึ่งการเผาฝิ่นในครั้งนี้ เป็นข้ออ้างที่อังกฤษใช้รุกรานจีนโดยสมบูรณ์ ด้วยการเข้ายึดบริเวณรอบเมืองกวางตุ้ง
การทำสงครามในครั้งนี้ ทำให้จีนตระหนักได้ว่าไม่สามารถต่อสู้กับเทคโนโลยีที่เหนือกว่าชาติตะวันตกได้ โดยเฉพาะอังกฤษที่มีการใช้เรือรบและปืนใหญ่ในการโจมตีเมืองสำคัญของจีน ไม่ว่าจะเป็นกวางตุ้ง เซี้ยเมิน ดิงไฮ่ ซีเจียง เทียนสินไปจนกระทั่งถึงนานกิง ทำให้จีนพ่ายแพ้สงครามครั้งนี้ไปในที่สุด และต้องเซ็นสัญญาสงบศึกที่เรียกว่าสนธิสัญญานานกิง โดยมีเนื้อหาที่บังคับให้จีนเปิดเมืองท่า 5 เมือง เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถทำการค้าและพักอาศัยได้โดยเสรี จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวน 21 ล้านหยวน กำหนดอัตราภาษีเข้า-ออกในอัตราที่แน่นอนและเป็นขั้นต่ำ ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และให้ชาวอังกฤษมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคดีศาลอาญา รวมไปถึงการยอมให้อังกฤษเป็นชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์อย่างยิ่ง
การทำสนธิสัญญาครั้งนี้ทำให้จีนติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น และในแง่ของเนื้อหาในสนธิสัญญาก็ถือเป็นความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่ของจีนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม การพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นของจีนทั้ง 2 ครั้งนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชนชาติอื่น โดยเฉพาะเกาหลีและญี่ปุ่น จึงทำให้ต้องมีการปรับนโยบายในประเทศของตนเองเพื่อป้องกันการตกเป็นประเทศอาณานิคมของชาติตะวันตก โดยการเปิดประเทศและยินยอมให้ชาติตะวันตกสามารถเข้ามาในประเทศของตนเองได้ อาทิ ประเทศญี่ปุ่นที่มีการเปิดประเทศในปี 1845 จนนำปสู่การปรับปรุงประเทศในทันสมัยในการปฏิรูปเมอิจิในเวลาต่อมา
ประเทศญี่ปุ่น

ในสมัยต้นศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกพยายามที่จะเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่นแต่รัฐบาลโชกุนปฏิเสธมาตลอด จนกระทั่งการพ่ายแพ้ของจีนในสงครามฝิ่น ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักถึงอิทธิพลและภัยอันตรายของชาติตะวันตกประกอบกับการเล็งเห็นถึงผลประโยชน์จากวิทยาการของชาวต่างชาติที่สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพของประชาชนและประเทศชาติ เป็นเหตุที่ทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจเปิดประเทศอย่างเป็นทางการในปี 1845 ในที่สุด
ระยะแรกของการเปิดประเทศ เป็นการเรียนรู้และลอกเลียนแบบความรู้ วิทยาการ และแนวคิดของชาวต่างชาติแทบทั้งหมด และค่อยๆพัฒนาปรับปรงเป็นแนวทางของตนเอง โดยผสมวัฒนธรรมความเป็นชาติญี่ปุ่นเข้าไปด้วยจนนำไปสู่การปฏิรูปเมอิจิในปี 1869 โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการได้แก่ เพื่อป้องกันประเทศจากการตกเป็นอาณานิคม เพื่อพัฒนาและปรับปรุงประเทศให้มีความเท่าเทียมกับชาติตะวันตก และเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและการทหารให้มีความเข้มแข็งเป็นต้น
การปฏิรูปเมอิจิ

การปฏิรูปที่สำคัญในสมัยเมอิจิได้แก่การปฏิรูปสังคม การพัฒนาความรู้ การพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และการปฏิรูปทางการทหารและการสร้างกองทัพที่แข็งแกร่ง โดยอาศัยแนวคิดและความรู้จากชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัยทัดเทียมกับชาวต่างชาติ การปฏิรูปในครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงและถอนรากถอนโคนสังคมการเมือง รวมไปถึงพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในทุกมิติ
การปฏิรูปสังคม
การปฏิรูปสังคมนั้น เริ่มต้นด้วยการยกเลิกขนบธรรมเนียมโบราณบางประการ อย่างเรื่องระบบชนชั้นเนื่องจากโครงสร้างของการแบ่งชนชั้นในสังคมนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ จากการมีอภิสิทธิ์ของชนชั้นซามูไร ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ อาทิ การที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นรายได้ให้ชามูไร ในการรับประกันความจงรักภักดี แทนการนำเงินไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งในกายหลังรัฐบาลงดการจ่ายเงินให้แก่ซามูไร เป็นเหตุให้อาชีพซามูไรขาดรายได้ และถูกยกเลิกไปในที่สุด ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสังคมระบอบฟิวดัลในญี่ปุ่น ทำให้ประชาชนในประเทศมีสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ
การพัฒนาความรู้
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในการสร้างประเทศให้ทัดเทียมชาติตะวันตกได้แก่ ความรู้ โดยมีตัวกลางคือประชนที่นำความรู้มาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติและสร้างสังคมสู่ความทันสมัย จึงทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น เพื่อทำให้ประชาชนทุกระดับมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษา
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมาตรการในการปฏิรูปการศึกษา 2 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้วิทยาการจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะการจ้างครูชาวต่างชาติสำหรับการสอนภาษา วิทยาศาสตร์ รวมถึงวิทยาการต่างๆ และการจัดระบบการบริหารการศึกษาแผนใหม่ อย่างการจัดตั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย การกำหนดการศึกษาภาคบังคับ และการยกเลิกการเก็บค่าเล่าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล โดยมีนโยบายสำคัญคือการ เน้นความเสมอภาคทางการศึกษา เน้นวิชาที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ และเน้นการศึกษาเพื่อประโยชน์ของผู้ศึกษาเป็นหลัก
การพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
จากการยกเลิกระบบศักดินา ทำให้ประชาชนมีสิทธิเท่าเทียมกันในสังคมและมีอิสระในการประกอบอาชีพมากยิ่งขึ้นทำให้ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาระบบบเศรษฐกิจไปสู่ระบบทุนนิยม เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงการเก็บภาษีการพัฒนาสังคมการเกษตรให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม และการปฏิรูปด้านการเงินเพื่อความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงการที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถประกอบธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดธุรกิจขนาดใหญ่มากมามายที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราภายในประเทศ อย่างกลุ่มบริษัท มิตซู มิตซูบิชิ ซูมิโตโม และกลุ่มยาซูดะเป็นต้น
การปฏิรูปทางการทหารและกองทัพ
การปฏิรูปทางการทหาร เกิดจากการมองเห็นความสามสามารถทางการทหารของชาวตะวันตก จึงทำให้ญี่ปุ่นนำแนวทางดังกล่าวมาใช้กับการจัดการกองกำลังของตนเอง โดยการเปลี่ยนเป็นกองทัพสมัยใหม่แบบชาวยุโรป ทั้งนี้การจะสร้างกองกำลังของชาติที่แข็งแกร่งขึ้นได้ ญี่ปุ่นมองว่า ทหารต้องมีทั้งความรู้และความแข็งแกร่งของร่างกาย ทำให้มีการจัดตั้งโรงเรียนเตรียมทหารขึ้นมา เนื่องจากเมื่อทหารปลดประจำการ จะได้มีความรู้เพื่อต่อยอดในการดำรงชีวิตในสังคม อีกทั้งเพื่อเป็นการฝึกทักษะการรบและการใช้ชีวิต โดยการที่ทหารถูกฝึกให้มีความคุ้นเคยใกล้ชิดกับชาวบ้าน และการดำเนินวิถีชีวิตของญี่ปุ่น ที่มีการฝึกให้อยู่ง่าย กินง่าย โดยที่ร่างกายแม้จะไม่สูงนัก แต่มีกล้ามเนื้อและร่างกายที่แข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆในการรบ ให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับชาติตะวันตก และมีการสร้างสัมพันธมิตรในการรบกับประเทศอังกฤษ เพื่อช่วยเหลือกันในสภาวะสงครามอีกด้วย
เปรียบเทียบการปรับตัวจากการล่าอาณานิคมของประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น
- ด้านสังคม
ในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาสังคมให้มีความทัดเทียมกับชาติในตะวันตก ด้วยการยกเลิกขนบธรรรมเนียมโบราณอย่างระบบฟิวดัล เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในสังคม จีนยังคงรักษาระบบสังคมแบบศักดินาเอาไว้อยู่เป็นสาเหตุให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันของคนในชนชั้นสูง จนเกิดกบฏบ่อยครั้ง อย่างกบฏไท่ผิง และกบฏนักมวย ที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือการพยายามสร้างสังคมที่สงบสุขในรูปแบบและแนวคิดของตนเอง
ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมของจีนนั้น ส่งผลกระทบต่อการแยกประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งง่ายต่อการแทรกแซงโดยชาติตะวันตก และประเทศจักรวรรดิ จนเป็นเหตุที่ทำให้จีนต้องสูญเสียอำนาจ และเอกราชให้แก่ประเทศผู้ล่าอาณานิคม
- ด้านความรู้
ความรู้เป็นหลักสำคัญในการพัฒนาบ้านเมือง โดยญี่ปุ่นมีนโยบายในการส่งเสริมการศึกษาให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกคนนำความรู้มาพัฒนาประเทศ ในขณะที่จีนยังมีการแบ่งระบบชนชั้นอยู่ ทำให้ประชาชนได้รับความรู้ไม่เท่าเทียมกัน โดยชนชั้นที่ได้รับความรู้มักเป็นกษัตริย์ และเจ้านาย
- ด้านเศรษฐกิจ
หลังจากการเปิดประเทศของญี่ปุ่น และการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีความพัฒนาจนนำไปสู่ระบบทุนนิยม ทำให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศ อีกทั้งการไม่มีระบบชนชั้นในสังคม ทำให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่างอิสระเสรี ทำให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในญี่ปุ่นมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่จีนยังคงยึดมั่นในระบบเดิม โดยการยังคงยอมเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก ยังคงมีการเก็บค่าภาษีที่แพง นำไปสู่ปัญหาของการค้าขายฝิ่นจากชาวต่างชาติในที่สุด จนทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังที่ยากต่อการแก้ไขตามมา อีกทั้งยังทำให้เศรษฐกิจเกิดความวุ่นวาย
- ด้านกองทัพ
ทางด้านของญี่ปุ่นมีการพัฒนากองทัพตามรูปแบบของชาวต่างชาติ ที่ได้รับความรู้และการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ในขณะที่จีนยังคงมีกองทัพที่ล้าหลัง เห็นชัดที่สุดในการสู้รบกันในสงครามฝิ่น ที่จีนไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของญี่ปุ่นได้
สรุป
ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน มีวิธีการรับมือจากการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกที่แตกต่างกัน กล่าวคือประเทศญี่ปุ่นมีการเปิดรับความเจริญรุ่งเรืองของชาวต่างชาติ เพื่อนำมาปรับใช้กับสังคม ระบบบเศรษฐกิจ การเมือง และกองทัพของตนเอง จนทำให้สามารถพัฒนาการไปสู่ความรุ่งเรืองในด้านต่างๆได้ ในขณะที่จีนยังคงยึดมั่นในระบความความเชื่อและความคิดดั้งเดิมของตนเอง จนมีการปิดรับวัฒนธรรมจากชาวต่างชาติตลอดเวลา นั่นเป็นสาเหตุทำให้บ้านเมืองของประเทศจีนพัฒนาไปได้ช้า จนนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจของบทบาทผู้มีอิทธิพลของสังคมโลกในที่สุด
เอกสารอ้างอิง
จีน: ประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจ. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2563.จาก flle://C:/Users/Administrator.1.5OLKY6VOOOHYCJ/Desktop/จีน.ประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจ.pdf
จีนราชวงศ์แมนจู การเข้ามาของชาติตะวันตก. (2563). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2563.จาก สไลด์รายวิชา ศศปศ ๓๓๐ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกขั้นแนะนำ
ญี่ปุ่น: ประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจ. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2563.จาก file://C:/Users/Administrator.150LKY6V000HYCJ/Desktop/ญี่ปุ่น-ประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจ.pdf
ญี่ปุ่นสมัยใหม่. (2563). สืบคันเมื่อ 20 พฤษภาคม 2563.จาก สไลด์รายวิชา ศศปศ ๓๓๑ ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกขั้นแนะนำ
ศิริพร ดาบเพชร (2556). ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่: จากปลายสมัยโทกุงาวะถึงการสิ้นสุดจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ: เลย์ปรินส์การพิมพ์
ศิริพร ดาบเพชร (2559). อิทธิพลตะวันตกกับจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น. วารสารประวัติศาสตร์, 57-73
รูปภาพประกอบเรื่องจาก : ChatGPT

ใส่ความเห็น