ทศวรรษแห่งเงา รัฐประหาร 2557 กับบาดแผลที่ยังคงอยู่

Published by

on

สิบปีผ่านไป นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 2557 ภาพความทรงจำแห่งวันที่รถถังเคลื่อนเข้าสู่เมืองหลวง เสียงประกาศยึดอำนาจของคณะทหาร และความหวังที่ริบหรี่ในการเปลี่ยนแปลง ยังคงตราตรึงอยู่ในใจใครหลายคน บทความนี้จะพาทุกคนย้อนรอยเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่คือบันทึกความจริง เพื่อย้ำเตือนถึงคุณค่าของประชาธิปไตย และเป็นบทเรียนสำคัญที่เราต้องไม่ลืม
ผลกระทบหลังเกิดรัฐประหาร 2557
จากการรัฐประหารของคสช. ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อปราบปรามการทุจริตจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในภาพรวมในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ ด้านการเมือง ด้านสังคม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อการเมือง
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ในการจำกัดสิทธิด้านการแสดงออกของประชาชน ได้แก่ การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตามประกาศ คสช. 2/2558 การประกาศ คสช. 7/2557 เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมือง การดำเนินคดีความผิดดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงการเรียกให้ไปรายงานตัวหรือการเชิญตัวเพื่อไปปรับทัศนคติ
  • การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร
      ผลประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 2/2557 เรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจในการควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกินเจ็ดวันตามมาตรา 15 ทวิ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งบุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามอำนาจดังกล่าวมีทั้งกรณีที่ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวและกรณีที่ถูกจับกุมจากสถานการณ์การชุมนุม
      • การห้ามชุมนุมทางการเมือง
      หลังการทำรัฐประหาร คสช. ได้ประกาศ คสช. 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจำกัดการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ผู้ฝ่าฝืนระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวอย่างเช่น คดีของนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ในการเดินเพื่อมารายงานตัวคดี “เลือกตั้งที่ลัก” ยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันในวันที่ 15 มีนาคม 2558
      • การรายงานตัวและการปรับทัศนคติ
      ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช. ได้ออกคำสั่งเรียกบุคคลไปรายงานตัว ซึ่งประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการ นักกิจกรรม และกลุ่มการเมืองฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองกับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือกลุ่มที่มีการแสดงออกเกี่ยวกับการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา รวมแล้วอย่างน้อย 751 ราย และถือว่าการไม่มารายงานตัวเป็นความผิด
      • การดำเนินคดีอาญามาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา
      รายชื่อที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่งเรียกให้ไปรายงานตัวหรือปรับทัศนคติส่วนหนึ่งเป็นรายชื่อของนักกิจกรรม ซึ่งเคยรณรงค์ให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และบางส่วนมีประวัติในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงได้มีการดำเนินคดีอาญาดังกล่าว จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความฯ พบว่า มีประชาชนถูกจับกุมและนำตัวฟ้องต่อศาลทหารอย่างน้อย 30 คดี พฤติการณ์ซึ่งถูกจับกุม ได้แก่ การแต่งบทกวี การเขียนผนังห้องน้ำ การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก และการแชร์คลิปในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น
      • ยุติธรรมลายพรางการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร
      หลังการรัฐประหาร 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินคดีพลเรือน
      โดยสามารถดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหารได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาดำเนินการตั้งแต่ชั้นจับกุม ส่งฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดี
      ผลกระทบด้านสังคม
      • การออกคำสั่งเซ็นเซอร์ผู้สื่อข่าว
        หลังการรัฐประหาร คสช. ได้เริ่มปราบปรามสื่อมวลชน มีการออกคำสั่งเซ็นเซอร์ผู้สื่อข่าวอย่างกว้างขวาง มีการส่งกำลังทหารไปที่สำนักข่าวต่าง ๆ เรียกนักข่าวให้มารายงานตัวและจับกุมตัวผู้สื่อข่าวและผู้วิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงสั่งควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเข้มงวด ทั้งยังขยายการควบคุมไปในพื้นที่ของอินเทอร์เน็ต นำไปสู่การระงับการออกอากาศในเวลาต่อมาและได้ส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการอยู่ที่สถานีต่าง ๆ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข่าวสารโดยกำหนดให้มีการถ่ายทอดประกาศ คสช. เท่านั้น ต่อมาจึงมีการออกคำสั่งในการปฏิบัติงานของสื่อ มีคำสั่งห้ามการวิจารณ์รัฐบาลทหาร และห้ามเชิญนักวิชาการหรือผู้ที่พ้นจากตำแหน่งใด ๆ มาทำการสัมภาษณ์ทั้งสิ้น
        • บรรยากาศทางการเมืองทำให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง
        รูปแบบของการคุกคามเสรีภาพสื่อช่วงหลังรัฐประหารไม่ได้มีแค่การใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อโดยตรงเท่านั้น แต่เมื่อรัฐสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนขึ้นอย่างเป็นระบบผ่านการออกกฎและคำสั่งต่าง ๆ รวมถึงใช้กำลังทางกายภาพปิดกั้น จับกุม และลงโทษสื่อที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจ ทำให้สื่อจำนวนไม่น้อยเลือกวิธีการเซ็นเซอร์ตัวเองก่อนจะถูกดำเนินการ เช่น สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันส่งจดหมายแจ้งสมาชิกวารสารฟ้าเดียวกัน ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ขอชะลอการพิมพ์วารสารฉบับใหม่ โดยระบุว่า หลังการรัฐประหารมีการปิดสื่อและตรวจเนื้อหา อย่างเข้มข้น วารสารฟ้าเดียวกันถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ จนสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกส่วนการผลิต เพื่อความปลอดภัยจึงขอชะลอการตีพิมพ์ไปก่อน และเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปจนกระทั่ง คสช. อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น Dangdd.com, uddtoday.net, uddred.blogspot.com, thaipoliticalprisoners.wordpress.com เป็นต้น
        • รายการคืนความสุขให้ประเทศไทย
        หลังการถ่ายทอดประกาศ คสช. ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ เริ่มปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ประจำสัปดาห์ ใช้ชื่อรายการว่า “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ซึ่งเขาเป็นผู้พูดเพียงคนเดียวในรายการที่สถานีโทรทัศน์และวิทยุทุกช่องต้องเผยแพร่ โดยเขาจะรายงานให้ประชาชนทั้งประเทศฟังถึงสิ่งที่รัฐบาลทหารได้ทำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้โดยมีจุดประสงค์เพื่อชี้แจงประเด็นซึ่งเป็นที่สนใจของสาธารณะในบางประการ
        • การลดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
        ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 7/2557 ได้กล่าวถึงการดำเนินคดีตามประกาศ
        ฉบับดังกล่าวว่า หากไม่ให้ความร่วมมือในการงดจัดงานเสวนาหรือกิจกรรมสาธารณะที่มีแนวโน้มจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรืออาจจะกระทบความมั่นคง ซึ่งมีกิจกรรมและเวทีเสวนาที่ถูกห้ามจัดหรือถูกแทรกแซงไปเป็นจำนวนมาก
        ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ต่างประเทศ
        หลังจากที่คณะรักษาความปลอดภัยได้เข้ามายึดอำนาจการปกครองในประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่เป็นประชาธิปไตยไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว เห็นได้จากการที่สหภาพยุโรปชะลอการลงนามการตกลงและความร่วมมือ และเรียกร้องให้ไทยฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกกักขังทางการเมือง อีกทั้งในเดือนมิถุนายน 2557 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกายังระงับความร่วมมือชั่วคราวกับไทย โดยการยุติให้ประเทศไทยซ้อมแผนการรบทางทะเลที่มีชื่อว่า แปซิฟิกริม
        ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
        จากการขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศไทยชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากการไม่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ เนื่องจากการกำหนดกฎกติการ่วมกันของต่างประเทศเพื่อให้เข้ากับหลักสากลจะมองที่การพัฒนาของประเทศนั้น ๆ เป็นหลัก หากประเทศที่มีการเมืองล้าหลัง ก็ยากที่จะเป็นที่ยอมรับโดยสามารถอธิบายข้อมูลของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศไทยหลังการปฏิวัติ 2557 ได้ดังนี้
        • การลงทุนที่หายไปเกือบหมด
          การลงทุนของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย จะมีการลงทุนปีละ
          2 ล้านล้านบาท ต่อมาในปี 2558 การลงทุนเหลือเพียงแสนกว่าล้านบาท และใน 2559 การลงทุนเหลือเพียงหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท ซึ่งถือว่ามีความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้ล่าช้ากว่าประเทศอื่น ๆ เห็นได้จากการที่ต่างชาตินำอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไปลงทุนในประเทศเวียดนาม จนทันสมัยนำประเทศไทยไปแล้ว นอกจากนี้อัตราการว่างงานในประเทศไทยยังสูงมากขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ
          • การส่งออกที่ลดลง
          การส่งออกของประเทศไทยมีอัตราลดลงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในปี 2559 ถึงกับติดลบเลยทีเดียว ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีการปฏิวัติสินค้าของไทยมีการส่งออกที่ติดลบอยู่แล้ว เหตุเพราะสินค้าของประเทศไทยไม่เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดีอีกด้วย และเมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เพราะประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้ากับหลากหลายประเทศได้
          • เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมาก
          เศรษฐกิจไทยต่ำมากกว่าศักยภาพเป็นอย่างมาก องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF)และธนาคารโลกระบุว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยตกต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก คาดว่าสาเหตุมาจากการลงทุนและการส่งออกที่ลดลงจากการทำการรัฐประหาร
          • การสูญเสียโอกาสการเป็นผู้นำอาเซียน
          การที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจของอาเซียนได้ จะต้องได้รับการสนับสนุนจากชาวต่างชาติ และจากการปฏิวัติทำให้นักลงทุนชาวต่างประเทศหันไปลงทุนยังประเทศอื่น ซึ่งเป็นการลดโอกาสในการที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำอาเซียน ซึ่งมีผลต่อปากท้องของประชาชน
          ในระยะเวลาหนึ่งปีหลังรัฐประหาร ประชาชนถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งในด้าน
          การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อออนไลน์ การจัดเวทีเสวนาสาธารณะ รวมถึงการรวมตัวคัดค้านโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นเครื่องมือในการจัดการ โดยมีเหตุผลในการจำกัดเสรีภาพว่าเนื่องจากอยู่ใน“สถานการณ์ไม่ปกติ” แม้ว่าทั่วไปแล้วพฤติการณ์ดังกล่าวประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้โดยไม่มีความผิดต่อกฎหมายและมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพ ส่วน “เหตุการณ์ไม่ปกติ” นั้นเป็นเพียงข้ออ้างของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ทหารในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น

          ใส่ความเห็น