ภายหลังการปฏิวัตอุตสาหกรรม ทำให้หลายประเทศเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรมทำให้ต้องมีการใช้ “น้ำมัน” ซึ่งถือเป็นพลังงานที่มีความสำคัญสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์และเป็นที่ต้องการของทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ

“น้ำมันมีความจำเป็นเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง การบริโภคของภาคครัวเรือน และการอุตสาหกรรมหลายชนิดจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานน้ำมัน รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี“(กุลนันทน์ คันธิก, 2553, น.1) ทั้งนี้ 50% ของปริมาณการใช้น้ำมันนั้น ถูกใช้ไปกับการเดินทางและการขนส่ง อาจกล่าวได้ว่า น้ำมันเป็นต้นทุนของการเดินทาง ทั้งการท่องเที่ยวและการทำงาน อีกทั้งยังเป็นต้นทุนแฝงของสินค้าเกือบทุกชนิดสังเกตได้จากการที่สินค้าจะส่งถึงมือผู้บริโภคได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการผลิต และการคมนาคมขนส่ง
จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ราคาน้ำมันกับเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนของการผลิตดังนั้นการที่ราคาน้ำมันมีความเปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลผลต่อต้นทุนการผลิต กล่าวคือ หากน้ำมันมีราคาถูกลง ต้นทุนการผลิตก็จะลดลง ทำให้สามารถผลิตสินค้าและสร้างกำไรได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ในขณะที่หากราคาน้ำมันมีราคาสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลิตสินค้าและสร้างกำไรได้ลดน้อยลง
ในด้านของผู้บริโภค การที่ราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้ราคาพลังงานต่างๆลดลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าไฟ ทำให้มีแนวโน้มที่เราจะบริโภคมากขึ้น เนื่องจากเราเสียค่าใช้จ่ายลดน้อยลง ในขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจไม่ดีจากการที่ราคาน้ำมันสูงเกินไป แนวโน้มการบริโภคก็จะลดลง เนื่องจากคนเลือกที่จะเอาเงินไปใช้ในการจ่ายในส่วนอื่นแทนค่าน้ำมัน
ด้านการเมืองการปกครอง
“เศรษฐกิจและการเมืองมีความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นแฟ้น จนบางครั้งเศรษฐกิจอาจสามารถชี้นำทิศทางหรือแนวทางของการเมืองได้ หรือทิศทางการเมืองอาจเป็นตัววัดเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการเมืองจะเป็นเรื่องการปกครอง การบริหารประเทศ ส่วนเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆ ดังนั้นหากรวมทั้งสองสิ่งคือการเมืองและเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ก็จะกลายเป็นเรื่องของเศรษฐกิจการเมืองอันเป็นสิ่งซึ่งเกี่ยวพันและหลอหลอมความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจกับการเมืองเข้าด้วยกัน”(ปภาภัทร อัครางกูล, 2550, 1)
จากข้อความข้างต้น ระบบเศรษฐกิจและระบบการเมืองมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดังนั้น
พลังงานน้ำมันที่ส่งผลต่อในด้านเศรษฐกิจจึงมีผลสำคัญต่อด้านการเมืองการปกครองโดยเฉพาะในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ดังเห็นได้จากการจัดการกับเงินเฟ้อ ซึ่งรัฐบาลหลายแห่งทั่วโลกมีนโยบายในการรักษาเงินเพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันเกิดการเปลี่ยนแปลง การตัดสินนโยบายของรัฐบาลย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ด้านสังคม
น้ำมันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ที่สำคัญคือการพัฒนาให้ประเทศทั่วโลกมีความทันสมัยและเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จาก 2 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากภาคเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรมของหลากหลายประเทศทั่วโลก และความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการคมนาคม ทั้งนี้จะใช้ข้อมูลจากวารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า ปีที่4 ฉบับที่ 3 กันยายน 2560 เรื่องน้ำมันกับสังคมไทยก่อนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันพ.ศ. 2516 มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายเพื่อให้เห็นภาพรายละเอียดและข้อมูลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงการผลิตจากภาคเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม

สังคมและเศรษฐกิจไทยก่อนการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง เป็นสังคมเกษตรกรรม ลักษณะเศรษฐกิจเป็นแบบพอยังชีพเพื่อเลี้ยงตนเอง วิธีการผลิตเป็นแบบดั้งเดิมคือพึ่งพาธรรมชาติ แรงงานคน และแรงงานสัตว์ วัสดุที่ใช้ทำเชื้อเพลิงเพื่อดำรงชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่จึงเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ไม้แกลบ ไม้ฟืน ถ่านไม้ ฯลฯ โดยนำมาใช้ประโยชน์ในการหุงต้มอาหาร และจุดตะเกียงเพื่อให้แสงสว่างในยามค่ำคืน
ภายหลังจากการที่ต่างประเทศได้เข้ามาติดต่อค้าขาย ประเทศไทยจึงเปิดรับเทคโนโลยีและความเจริญทางด้านวัตถุใหม่ๆจากต่างประเทศ และน้ำมันถือเป็นสินค้าที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาขายในสมัยนี้เช่นกันเริ่มต้นจากการนำน้ำมันก๊าดเข้ามาในประเทศไทยเพื่อใช้ในการให้แสงสว่างของบ้านเรือน และการนำน้ำมันหล่อลื่นเข้ามาใช้สำหรับเครื่องจักรไอน้ำในโรงสีข้าวและโรงเรื่อยไม้ รวมถึงการเริ่มใช้รถไถในการทำนาแทนแรงงานสัตว์
ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการคมนาคม
ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการคมนาคมที่เห็นได้ชัดเจน คือการนำน้ำมันเข้ามาใช้เป็นพลังงานสำหรับรถยนต์มาใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุงถนนจากเดิมที่เป็นกรวดทราย ปรับให้เป็นปูนและอิฐ เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่ของรถยนต์ ต่อมาได้มีการปรับปรุงระบบการขนส่งให้มีหลากหลายชนิดมากยิ่งขึ้น โดยการปรับให้มีการใช้รถเมล์ โดยใช้น้ำมันเบนซิลเป็นพลังงาน นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำนั้นอื่นๆตามลำดับ คือ น้ำมันดีเซลใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และน้ำมันเตาใช้ในการผลิตไฟฟ้า
การพัฒนาทางด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ในประเทศจากในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้การใช้ประโยชน์จากน้ำมันมีความแตกต่างกันคือ น้ำมันก๊าดใช้สำหรับจุดตะเกียงให้แสงสว่าง น้ำมันเตาใช้สำหรับผลิตไฟฟ้า น้ำมันหล่อลื่นใช้เพื่อลดการเสียดสีกันของชิ้นส่วนจักรกล น้ำมันเบนซิลใช้สำหรับรถยนต์ และน้ำมันดีเซลใช้สำหรับเรือรบ เรือสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรม
จากที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างของประเทศไทย ที่น้ำมันมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากภาคเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม รวมไปถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับอีกหลากหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
น้ำมันถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากข้อมูลข้างต้นที่แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และสังคม จึงทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องการพลังงานน้ำมันในการขับเคลื่อนตัวแปรเหล่านี้ สังเกตได้จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีผลสำคัญที่สุดต่อการผันผวนของราคาน้ำมัน
ยกตัวอย่างเช่น “สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านส่งผลให้มีความผันผวนมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent เคลื่อนไหวในช่วงที่ค่อนข้างกว้างระหว่าง 51-66 และ 62-75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตามลำดับ ขณะที่ราคาเฉลี่ยตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ถึงปัจจุบัน ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 4 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากราคาเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี”(ธนันธร มหาพรประจักษ์, 2562, น.1)
น้ำมันกับสถานการณ์โควิด -19
จากทฤษฎีที่กล่าวไปในหัวข้อพลังงานน้ำมันต่อการกำหนดทิศทางทางด้านเศรษฐกิจ ที่กล่าวว่าราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในด้านการผลิตและการบริโภค สังเกตได้ว่าไม่สอดดล้องกับสถานการณ์โควิด- 19 ในปัจจุบัน เว็บไซต์ Money Buffalo ได้ทำการอธิบายว่า เหตุผลที่ราคาน้ำมันลดลงครั้งนี้ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจมาจากปัจจัยด้านความต้องการน้ำมันดิบของคนทั่วโลกนั้นหายไป เนื่องจากสถาการณ์โควิดทำให้คนส่วนใหญ่งดเว้นการเดินทางเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมไปถึงการที่สายการบินต่างๆ ประกาศยุติการบินเป็นเวลา 3-6 เดือน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
ปริมาณการใช้น้ำมันที่ลดลง ประกอบกับการไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์โควิด-19
จะผ่อนคลายลงเมื่อใดจึงเป็นสาเหตุให้เศรษฐกิจชะลอตัว รวมไปถึงการที่ราคานั้นลดลง ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศที่มีรายได้หลักมาจากการค้าขายน้ำมันดิบ โดยเฉพาะอเมริกา ที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก
ที่มาของสหรัฐอเมริกากับการเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก
จากสไลด์รายวิชา การศึกษาสังคมโลก การเมือง เศรษฐกิจ และสื่อต่างๆระบุว่า น้ำมันถูกนำมาใช้เป็นพลังงานในปี 1859 จากการค้นพบบริเวณเพนซิลเวเนีย และเท็กซัสปี 1901 ที่สหรัฐอเมริกา และถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเชื่อมโยงน้ำมันกับสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก
ในปี 1865 จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) เป็นผู้ริเริ่มทำอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันและตั้งบริษัท Standard Oil Company ในเพนซิลเวเนีย และสามารถควบคุมน้ำมันกว่า 90% ในสหรัฐอเมริกา และในช่วงศตวรรษที่ 20 Standard Oil เป็นผู้ควบคุมธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันทั้งหมด ตั้งแต่การสำรวจผลิต กลั่น ขนส่ง และจัดเก็บน้ำมัน ทำให้น้ำมันมีราคาถูกลง ในเวลาต่อมาสหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นผู้ที่ควบคุมการผลิตน้ำมันของโลก โดยเป็นผู้กำหนดราคาคงที่ไม่ว่าน้ำมันจะผลิตที่ไหนในโลกก็ตาม
รัฐ Texus แหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของสหรัฐอเมริกา

เว็บไซต์ลงทุนแมนได้ระบุว่า GDP ของรัฐ Texus ใหญ่กว่า GDP ของประเทศรัสเชียทั้งประเทศ เนื่องจากมีทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมัน ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1901 ทำให้อุตสาหกรรมเติบโต และทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก
ในปี 2018 สหรัฐอเมริกาผลิตน้ำมันได้ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยรัฐ Texus เป็นรัฐเดียวที่ผลิตน้ำมันได้ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นเฉลี่ย 40% ของการผลิตน้ำมันในประเทศ เทียบเท่ากับประเทศอิรักทั้งประเทศ และจากข้อมูลหน่วยงานด้านพลังงานของสหรัฐเมริการะบุข้อมูลปริมาณน้ำมันสำรองในรัฐ Texus ว่ามีปริมาณ 15,940 ล้านบาร์เรลหรือประมาณ 45% ของปริมาณน้ำมันดิบสำรองในประเทศ
ดังนั้น จึงทำให้ทราบว่า รัฐ Texus เป็นหนึ่งในรัฐที่มีความสำคัญของสหรัฐอเมริกา ในด้านของการเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญอย่างน้ำมัน ที่ช่วยทำให้สหรัฐอเมริกา มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองเป็นอย่างมาก
น้ำมันในสหรัฐอเมริกากับสถานการณ์โควิด-19
จากข้อมูลข้างต้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า น้ำมันเป็นพลังงานสำคัญและเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศสหรัฐอเมริกา โดยอุตสาหกรรมน้ำมันของอเมริกามีมูลค่าสูงถึง 57 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8% ของ GDP สหรัฐฯและมีอัตราการจ้างงานสูงกว่า 10 ล้านคน สามารถกล่าวได้ว่า อุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯเพียงอุตสาหกรรมเดียวมีมูลค่าเทียบเท่ากับ GDP ของแคนาดาทั้งประเทศ รวมทั้งมี GDP ที่ใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 3 เท่า
การเกิดขึ้นของสถานการณ์โควิด-19 จึงมีผลอย่างมากต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกาลดลงสู่ระดับติดลบครั้งแรกในรอบประวัติศาสตร์ และปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WIT) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของน้ำมันในแถบอเมริกาเหนือ มีราคาอยู่ที่ 16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งลดลงมา 73% จากปลายปี 2019
ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงนี้ ย่อมส่งผลต่อบริษัทน้ำมันของสหรัฐอเมริกา โดยบทวิจัยจาก Rystad Energy ระบุว่า “ราคาน้ำมันดิบที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลให้บริษัทน้ำมันในสหรัฐฯ 533 แห่งถูกยื่นฟ้องล้มละลาย” นั่นจึงทำให้บริษัทพลังงานหลายแห่งของสหรัฐอเมริกาต้องจัดงบประมาณการลงทุน และการลดงบประมาณการลงทุนเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุป


ใส่ความเห็น