กฎแรงดึงดูด: ความสำเร็จจากความคิดเชิงบวก

Published by

on

เราทุกคนคงเคยได้ยินกฎและทฤษฎีมากมายที่เตือนใจผู้คนให้มีศีลธรรมและจริยธรรมอันดี เช่น หากเราเป็นคนคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี เราก็จะดึงดูดแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ขณะเดียวกันหากเราเป็นคนคิดลบ ก็จะดึงดูดสิ่งแย่ๆเข้ามาในชีวิตเช่นกัน พูดง่ายๆก็คือ “เราจะดึงดูดสิ่งที่เราคิด เข้ามาในชีวิตเสมอ” ไม่ว่าเราจะแสดงออกแบบไหนคุณจะพบว่าตัวเองมักได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างนั้น ซึ่งนั่นเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีที่มีชื่อว่า “ทฤษฎีแรงดึงดูด” หรือกฎแห่งจักรวาล

ทฤษฏีแรงดึงดูด มีความเชื่อว่า จิตของคนเรานั้นมีอำนาจมหาศาล ในการดึงดูดสิ่งดี หรือไม่ดี เข้ามาในชีวิต ตามหลักฐานงานวิจัยมากมายที่ออกมาตีพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ และถูกถกเถียงกันในวงกว้าง เพราะทฤษฎีนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่มีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่พิสูจน์และได้ผลตอบรับในทางที่ดี

แนวคิดนี้เชื่อในจักรวาลที่ว่า “จักรวาลรักเราแบบไม่มีเงื่อนไขและพร้อมที่จะโอบอุ้มเราอยู่เสมอ”  ถ้าเราคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นง่าย จักรวาลก็จะอนุญาติให้สิ่งนั้นง่าย แต่ถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้นยาก จักรวาลก็จะบอกให้สิ่งนั้นยาก แท้จริงแล้วจักรวาลที่ว่า อาจจะหมายถึง จิตใจของเรา ที่เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นยากหรือง่าย สุขหรือทุกข์ เป็นหรือไม่เป็น คล้ายหลักจิตวิทยา ที่ใช้ใจสั่งสมองให้เชื่อหรือเป็นไปในสิ่งที่เราคิด

หนังสือกฎแรงดึงดูด The Secret พูดถึงขั้นตอนของวิธีใช้กฏแห่งแรงดึงดูด 3 ขั้นตอน คือ ขอ เชื่อ และได้รับ โดยอธิบายว่า หากเราอยากได้สิ่งใด ให้เราขอจักรวาลด้วยจิตใจที่แน่วแน่ และเชื่อด้วยใจบริสุทธิ์ว่าเราจะได้สิ่งนั้นมาครอบครอง ในท้ายสุดเราจะได้รับสิ่งนั้นมาครอบครองจากจักรวาลจริงๆ 

ความจริงแล้ว การขอที่ว่า อาจเป็นคำนิยามของความมุ่งมั่น ตั้งใจแน่วแน่ ในการพยายามทำตามเป้าหมายที่วางไว้ให้สำเร็จ โดยใช้พลังความเชื่อ หรือพลังแห่งการคิดบวก ในการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่ต้องเผชิญ จึงจะได้รับผลลัพธ์ตามที่ต้องการ และต่อให้ผลลัพธ์นั้นไม่สมหวัง เราก็สามารถที่จะชื่นชมและยินดีกับทุกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ และนี่คือการสอนให้เรายอมรับความจริง

ว่าไปแล้วทฤษฎีแรงดึงดูด กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็มีฟังก์ชั่นเหมือนกันตรงที่ เป็นที่พึ่งทางใจในการเป็นแรงผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ แต่ไม่ใช่ฟังก์ชั่นหลักในการพาเราไปถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนกับการที่คุณไปบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่คุณไม่เคยอ่านหนังสือ แล้วจะสามารถสอบเข้าได้หรือไม่ ? ในเวลานั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถช่วยคุณได้ ความพยายามต่างหาก  ที่เป็นใบเบิกทางความสำเร็จให้แก่คุณ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า แนวคิดหลักของทฤษฎีแรงดึงดูด คือการลงมือทำ

ในฐานะมนุษย์ที่กำลังพยายามประสบความสำเร็จในชีวิต ฉันเชื่อในคำพูดที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” หลายคนที่อ่านประโยคนี้อยู่ คงมีคำคัดค้านขึ้นมาในใจว่า แล้วหลายคนที่พยายาม แต่ล้มเหลว นั้นคืออะไร? 

แล้วความล้มเหลว นั้นหมายถึงสิ่งใด? ใช้เครื่องมือใดเป็นตัววัด ว่าเราล้มเหลว ?

ในความคิดของฉัน “มนุษย์พยายาม” ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จ ต่อให้ผลลัพธ์ไม่เป็นดังใจหวัง แต่ระหว่างทางในการเดินมาถึงจุดหมาย เราได้เห็นและเรียนรู้อะไรมากมาย ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รู้หลักสูตรแห่งชีวิตนี้ 

เมื่อเรียนจบ คุณจะได้รับใบปริญญาแห่งชีวิต ในการนำไปต่อยอดสิ่งต่างๆในอนาคต สิ่งนี้จึงถือเป็นความสำเร็จอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นผลลัพธ์ก็อาจไม่ได้เป็นตัววัดค่าความสำเร็จได้เสมอไป  เพราะ“ผู้ที่ประสบความสำเร็จ คือผู้ที่ไม่กลัวความล้มเหลว” 

แนวคิดที่ได้ จากทฤษฎีแรงดึงดูดอีกอย่างหนึ่ง คือการมองโลกในแง่ดี โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และทำความคิดตัวเองให้เป็นแม่เหล็ก ในการดึงดูดพลังงานบวกเข้ามาในชีวิต เหมือนประโยคที่กล่าวว่า หากเราอยากเป็นคนแบบไหน ให้เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น

หากเราอยากเก่งภาษาอังกฤษ ให้เอาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่สื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ เช่นเดียวกับการที่เราอยากมีความสุข ให้เอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีความสุข หรือไม่ก็เปลี่ยนตัวเอง ให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีความสุขเสียเอง 

แท้จริงแล้ว ทฤษฎีแรงดึงดูดไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้แบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ และมันอาจเป็นทฤษฎีที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบาย เพื่อให้ผู้คนมองโลกในแง่ดีมากยิ่งขึ้น และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ก็เป็นได้

ใส่ความเห็น