“มินิมัลลิสต์” ทางออกของคนติดช็อป

Published by

on

คุณเป็นนักช็อปตัวยงหรือเปล่า ?

เคยเป็นไหม เวลาเครียดจากการทำงาน หรือเรื่องต่างๆ หนึ่งในวิธีการเยียวยาจิตใจของคุณ คือการซื้อของ โดยคุณจะรู้สึกสนุก และตื่นเต้นไปกับมัน ประโยคที่ว่า “ของมันต้องมี”  หรือ “สินค้ากำลังลดราคา”มีผลต่อจิตใจคุณเป็นอย่างมาก จนอดที่จะซื้อไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ คือการซื้อเสื้อผ้า ลองสังเกตตู้เสื้อผ้าของคุณดูว่า มีเสื้อผ้าซ้ำกันจำนวนกี่ตัว และแม้ว่าจะมีเสื้อผ้าล้นตู้ แต่กลับยังรู้สึกว่าไม่มีเสื้อผ้าที่จะใส่อยู่ดี 

แม้ว่าการช็อปปิง จะช่วยผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล  และถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ แต่หากมันกลายเป็นพฤติกรรมการซื้อซ้ำๆ และเกินพอดี อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต อย่างปัญหาทางการเงิน ปัญหาความเครียด ปัญหาความสัมพันธ์ ตลอดจนปัญหาเกี่ยวกับโรคที่มีชื่อว่า โรคเสพติดการช็อปปิง (Shopaholic)

การช็อปปิงถึงแม้จะดูเหมือนเป็นรสนิยมความชอบทั่วไป แต่หากมากจนเกินไป ก็สามารถเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะจิตใจ และสภาวะอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ได้อีกด้วย อย่างบุคคลที่มีภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่ภาคภูมิใจในตัวเอง (Low Self- Esteem) ความเครียด อาการสมาธิสั้น รวมไปถึงแรงกดดันจากสังคม ประสบการณ์วัยเด็ก และสื่อโฆษณาต่างๆ 

จะว่าไปแล้ว การเสพติดการช็อปปิง ก็มีส่วนมาจากสังคมปัจจุบัน ที่หล่อหลอมให้เราเสพติดวัตถุนิยมกันโดยไม่รู้ตัว ด้วยการให้ค่ากับบุคคลที่แต่งตัวดี มีฐานะดี จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วของคนในสังคม และถึงแม้จะมีการออกมารณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้กันมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีน้อยคน ที่จะไม่ตัดสินคนจากภายนอกได้อย่างแท้จริง

ส่วนใหญ่คนที่เสพติดวัตถุนิยมนั้น เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับทรัพย์สิน และความมั่นคงทางวัตถุ เป็นคุณค่าสำคัญที่สุดของชีวิต เพราะมีความเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ จะสามารถเติมเต็มความสุข ของตัวเองได้ รวมถึงความเชื่อที่ว่า การมีวัตถุสิ่งของที่มากขึ้น และการมีมาตรฐานค่าครองชีพที่สูงขึ้น นั้นเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จและการมีชีวิตที่ดี

ทั้งที่ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น ลองเอาวัตถุ หรือสิ่งของที่คุณซื้อบ่อยๆ ทั้งหมดที่มี มากองรวมกัน แล้วลองไตร่ตรองดูว่า คุณรู้สึกอย่างไรกับพวกมัน รู้สึกถูกเติมเต็ม รู้สึกประสบความสำเร็จ รู้สึกอยากซื้อสิ่งของเหล่านี้เพิ่ม หรือกำลังรู้สึกว่างเปล่า แล้วถ้าเปรียบเทียบกัน ระหว่างการเอาสิ่งของที่ตัวเองมีเยอะมากๆ และไม่มีความจำเป็นต้องใช้เหล่านี้ ไปบริจาค คุณจะรู้สึกดีกับอะไรมากกว่ากัน 

หลายปีมานี้ มีคำหนึ่งที่เริ่มเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง คือคำว่า มินิมัลลิสต์ (Minimalist) หรือ ชาวมินิมอล ซึ่งหลักการสำคัญของมัน คือการกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต เหลือไว้เฉพาะสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่เฉพาะสิ่งของ แต่ยังรวมถึง การดูแลตัวเอง การจัดสรรเวลาในการดำเนินชีวิต การสังสรรค์ รวมไปถึงการจัดการที่พัก 

บางคนคงเคยได้ยินชื่อ คนโดะ มาริเอะ (Kondo Marie) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบบ้านของประเทศญี่ปุ่น ที่จุดประกายให้หลายคนเข้าใจความเป็นมินิมัลลิสต์มากยิ่งขึ้น ผ่านการจัดบ้าน  และเธอยังเคยเขียนหนังสือ ที่มีชื่อว่า “ชีวิตดีขึ้นทุกๆด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว” โดยเอกลักษณ์การจัดบ้านสไตล์ คนโดะ มาริเอะ คือการ “ทิ้ง” สิ่งของที่ไม่จำเป็นสำหรับตัวเรา แล้วนำมันไปบริจาคให้แก่ผู้อื่นที่ต้องการมัน หรือสิ่งใดที่ใช้ไม่ได้แล้ว จงอย่าลังเลที่จะทิ้งมันไปจริงๆ

ที่พูดเช่นนี้ เพราะในปัจจุบัน หลายคนให้ความสำคัญกับสิ่งของมากเกินไป จนเสียพื้นที่ให้กับสิ่งของต่างๆ ที่ไม่กล้าทิ้ง ไม่กล้าเก็บ กลับกัน หากเราเลือกที่จะเก็บเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของเราจริงๆ อย่างอุปกรณ์ทำงานที่สำคัญ เครื่องนอนที่มีความจำเป็น เครื่องครัวที่ต้องใช้ ทั้งนี้แนวคิดมินิมัลลิสต์ ยังรวมไปถึงการเลือกสิ่งของสไตล์เรียบๆ สีสันสบายตา เพราะการเลือกสิ่งของที่มีสีสันมาก มีแนวโน้มที่จะเกิดความเบื่อได้ง่าย และรวดเร็วมากกว่า สุดท้ายก็ต้องออกไปหาซื้ออะไรใหม่ๆเข้ามาแทนที่

สำหรับคนที่เสพติดการช็อปปิง สามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ สำหรับการใช้ชีวิตได้ โดยอาจเริ่มต้นจากการตั้งข้อกำหนดขึ้นมาว่า หากจะซื้อสิ่งของใหม่หนึ่งชิ้น ก็ต้องทิ้งของเก่าหนึ่งชิ้นด้วยเช่นกัน วิธีนี้ จะช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของชีวิตได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งการหลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นต่างๆ ทั้งจากสังคม สิ่งแวดล้อมภายนอก และโดยเฉพาะจิตใจของตัวคุณเอง จะทำให้คุณมีสติในการใช้เงิน และช่วยให้คุณเห็นคุณค่าของความเป็นวัตถุนิยมน้อยลง

ดังนั้นหัวใจสำคัญของวิถีมิมัลลิสต์ คือการไม่ยึดติดกับสิ่งที่ตัวเองมี หรือไม่มี แต่จงอยู่กับปัจจุบัน และเป็นอิสระจากสังคมภายนอก เพราะในบางครั้ง สังคมก็เป็นตัวหล่อหลอมให้มีความคิด ต้องมี หรือต้องเป็นเหมือนกับคนอื่น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแบบนั้นเลยก็ได้

บางคนอาจเข้าใจว่า วิถีมินิมัลลิสต์ คือการไม่มีอะไรเลย แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้หมายถึงการต้องอยู่ตัวเปล่า หรือห้ามมีสิ่งของ แต่หมายถึงการรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของชีวิต ว่าอะไรจำเป็น หรือไม่จำเป็น รู้จักที่จะตัดสิ่งไม่สำคัญออกจากชีวิต เพื่อให้การใช้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้นนั่นเอง


Hello Khunmor. (ม.ป.ป.). โรคเสพติดการช้อปปิ้ง: สาเหตุ อาการ และวิธีแก้. สืบค้นจาก https://hellokhunmor.com/สุขภาพจิต/โรคเสพติดการช้อปปิ้ง-สาเหตุ-อาการ-วิธีแก้/

Sarakadee Lite. (ม.ป.ป.). สะสางบ้านฉบับมาริเอะ มินิมัลลิสต์ และการจัดบ้านราวกับจะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป. สืบค้นจาก https://www.sarakadeelite.com/better-living/konmari-tips/

Rama Channel. (ม.ป.ป.). Shopaholic โรคทางจิต เสพติดการช้อปปิ้ง. สืบค้นจาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/shopaholic-โรคทางจิต-เสพติดการ/

bTaskee. (ม.ป.ป.). ถอดเคล็ดลับ ‘มาริเอะ คนโด’ จัดบ้านยุ่งให้น่าอยู่. สืบค้นจาก https://www.btaskee.com/th/blog/marie-kondo/

The Standard. (ม.ป.ป.). คุณกำลังเป็นโรคเสพติดการช้อปปิ้งอยู่หรือเปล่า?. สืบค้นจาก https://thestandard.co/life/shopaholic/

JapanKakkoii. (ม.ป.ป.). วิธีจัดบ้านแบบ KonMari ของ Marie Kondo. สืบค้นจาก https://www.japankakkoii.com/lifestyle/home-tidying-konmari-method/

ใส่ความเห็น